ความต้องการของเกษตรกร
เกษตรกรต้องการเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ แข็งแรง ตรงตามพันธุ์ ความงอกดี ไม่ขออะไรมากไปกว่านี้ ไม่อยากเสียเวลามานั่งเคลมสินค้าซึ่งเป็นกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เสียโอกาสสร้างรายได้จากผลผลิตและช่วงเวลาที่ผลผลิตเก็บเกี่ยว
เกษตรกรต้องการเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ แข็งแรง ตรงตามพันธุ์ ความงอกดี ไม่ขออะไรมากไปกว่านี้ ไม่อยากเสียเวลามานั่งเคลมสินค้าซึ่งเป็นกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เสียโอกาสสร้างรายได้จากผลผลิตและช่วงเวลาที่ผลผลิตเก็บเกี่ยว
เกษตรกรมักเลือกพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง วัตถุประสงค์เพื่อสร้างรายได้สูง คุณภาพผลผลิตดี รสชาติดี สีสวย ถูกปากผู้บริโภค เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้า สร้างโอกาสในการขาย เร่งรัดให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อรวดเร็วขึ้น ขายได้ราคาสูงขึ้น
เกษตรกรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ตามลักษณะพันธุ์ที่ตลาด ซึ่งก็คือผู้ค้าผลผลิตต้องการ เพื่อให้ขายได้ราคา แต่ทั้งนี้ก็สามารถผลิตพันธุ์ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคแล้วจำหน่ายโดยตรงไปยังผู้บริโภคได้ แตกต่างกันที่รูปแบบการทำการตลาด
พันธุ์พืชการค้าที่ดีมีอยู่เต็มตลาด ล้วนมีข้อดี เป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ปลูก ผู้ค้าและผู้บริโภค เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องตัดสินใจเลือกใช้ การทำการตลาดสื่อสารโดยตรงไปยังทุกคนนั้นเป็นสิ่งจำเป็น หาไม่ก็ไม่สามารถแข่งขันกับผู้นำในตลาดได้
ในปี 2566 ประเทศไทยส่งออกเมล็ดพันธุ์ไปยัง 25 ประเทศทั่วโลก เป็นปริมาณ 36,917.88 ตัน ด้วยมูลค่า 9,254.47 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการค้าเมล็ดพันธุ์ภายในประเทศอยู่ในระดับสูงกว่า 6 พันล้านบาท ด้วยอัตราการเติบโตคงที่
มีหลายบริษัทระดับโลกที่กำลังแข่งขันกันในเรื่องการพัฒนาพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับตลาด จึงเป็นโอกาสที่ดีของเกษตรกรในการคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับกิจการ SMEs ของตน เพื่อลดระยะทางสร้างความต้องการของตลาดด้วยพันธุ์พืชที่ดี
ลักษณะมาตรฐานของพันธุ์พืชที่ดีต้องทนทานต่อสภาพอากาศ ปรับตัวได้ดีกับสภาพแวดล้อมที่แตกต่าง แปรปรวน ทนแล้ง ทนฝน แข็งแรงทนทานต่อโรค ให้ผลผลิตสูง น้ำหนักดี สีสวย รสชาติดี อายุเก็บเกี่ยวเร็ว เก็บเกี่ยวได้ยาวนาน